อยู่กับเบาหวานอย่าง..ชาญฉลาด

อยู่กับเบาหวานอย่าง..ชาญฉลาด

ถ้าไม่นับโรคหัวใจและโรคมะเร็ง หนึ่งในโรคเรื้อรังที่น่ากลัวติดอันดับต้นๆ และได้รับการกล่างถึงบ่อยครั้ง ก็คือ "โรคเบาหวาน"

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณะสุขซึ่งได้ทำการตรวจคัดกรองประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไป จำนวน 22.2 ล้านคน ในปีพ.ศ.2554 พบผู้ป่วยโรคเบาหวาน 1,581,857 คน ในจำนวนนี้มีผู้ที่ภาวะแทรกซ้อน 227,020 คน ซึ่งพบว่ามีภาวะแทรกซ้อนทางไตมากที่สุด รองลงมาคือ ภาวะแทรกซ้อนทางตา คาดการณ์ว่าในอีก 8 ปีข้างหน้า ไทยจะพบผู้ป่วยเบาหวานสูงขึ้นถึง 4.7 ล้านคนเลยทีเดียว

ด้วยตัวเลขผู้ป่วยเบาหวานที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกๆ ปี เราจึงต้องรู้ถึงวิธีป้องกันและดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคเบาหวาน และเพื่อให้คนที่เป็นแล้วอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างปกติสุขที่สุด

การดูแลตัวเองสำหรับผู้ที่ป่วยเบาหวาน ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำหลักปฎิบัติง่ายๆๆๆ ไว้ 4 ประการดังนี้
1. ต้อง..ทานยาตามแพทย์สั่งเป็นประจำอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ เพราะยาจะเป็นตัวที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หากไม่รับประทานอย่างสม่ำเสมอแล้วเซลล์ของเราจะไม่สามารถมีกระบวนการทำงานเป็นไปตามเป้าหมายหรือปกติได้ เพราะฉะนั้น ยาเบาหวานไม่เพียงเป็นยาที่รักษาตามอาการเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวช่วยในการปรับระบบการทำงานของเซลล์อีกด้วย
2. ต้อง..รับประทานอาหารในปริมาณที่เท่าๆ กันในแต่ละมื้อ ไม่ควรกินจุกกินจิก เพื่อให้ตรงตามตารางการใช้ยาที่คุณหมอกำหนดไห้ ทั้งนี้ไม่ว่าเราจะรับประทานอาหารชนิดใดก็ตาม อาจทำให้เราได้รับน้ำตาลสูงเกินความจำเป็น
3. ต้อง..หมั่นสังเกตุตัวเอง หลังจากที่ได้รับยากลับไปทานที่บ้านแล้วนั้น เราต้องหมั่นสังเกตุตัวเองว่าหลังทานยามีอาการโหย ใจสั่น หรือมีอาการเป็นลมหรือไม่ หากพบอาการอย่างใดอย่างหนึ่งควรรีบพบแพทย์เพื่อเช็คเรื่องการทานยา ไม่ควรปรับเปลี่ยนยาเอง ซึ่งอาการโหยหรือใจสั่นอาจเกิดจากการได้รับยาเกินขนาดจึงทำให้เกิดภาวะ "น้ำตาลตก" ได้
4. ต้อง..ออกกำลังกายบ้าง อย่างน้อยๆ ครั้งละ 30 นาที ประมาณ 5 วัน/สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายจะได้ลดการดื้อต่ออินซูลินได้ อาจเลือกการใช้การบริหารอวัยวะเป็นส่วนๆ เช่น ที่ปลายเท้า เพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิตซึ่งช่วยลดภาวะเท้าชาได้

เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องใช้เวลาในการรักษาค่อนข้างนานหรือบางคนอาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิต เราจึงควรดูแลตนเองให้ถูกต้อง เหมาะสม และ สม่ำเสมอ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาวะที่เกิดขึ้นจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้แล้ว ยังจะช่วยให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และใช้ชีวิตได้ตามปกติทั่วไป


ขอขอบคุณข้อมูลจาก  นิตยสาร HealthChannel

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com