ออกกำลังกาย สไตล์เบาหวาน

ออกกำลังกาย สไตล์เบาหวาน

การออกกำลังกาย  สไตล์คนเป็นเบาหวาน

หากไม่มีการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม ผู้ป่วยเบาหวานมักจะประสบกับปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา ด้วยเหตุนี้นอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตและการใช้ยาให้ถูกต้อง แล้วการออกกำลังกายยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่คนเป็นเบาหวานไม่ควรมองข้าม !!

        เพราะการออกกำลังกายจะทำให้เซลล์กล้ามเนื้อไวต่ออินซูลิน และนำน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่เซลล์ได้มากขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดจึงลดลง นอกจากนี้ยังทำให้การหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น รวมถึงทำให้ระบบของหัวใจ ปอด และเส้นเลือดดีขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้การออกกำลังกายยังมีประโยชน์ในแง่อื่น ๆ เช่น ช่วยให้มีรูปร่างดีขึ้น น้ำหนักตัวลดลง และเป็นวิธีการจัดการกับความเครียดได้ดีอีกด้วย

        อย่างไรก็ดี ก่อนการออกกำลังกายควรปรึกษาแพทย์ก่อน ถ้าแพทย์อนุญาตผู้ป่วยเบาหวานก็สามารถออกกำลังกายตามโปรแกรมง่าย ๆ ได้ดังนี้ 

       ชนิดของการออกกำลังกาย  เน้นรูปแบบการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน เป็นต้น
       ความหนัก  ช่วงเริ่มต้นควรออกกำลังกายในระดับความหนักปานกลาง ไม่เหนื่อยมากจนเกินไป หลังจากนั้นอาจจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามความสามารถ
       ความถี่  ประมาณ 4 - 7 วัน/สัปดาห์
       ระยะเวลา สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 1 ซึ่งตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ ให้ค่อยๆ ใช้เวลาเพิ่มขึ้นจนถึง 20 – 30 นาที ขณะที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ซึ่งเกิดจากอินซูลินมีการตอบสนองที่ไม่ดี สามารถออกกำลังกายได้นานถึง 40 – 60 นาที

       ข้อควรระวังสำหรับเบาหวานประเภทที่ 1
       แม้ว่าจะยังไม่มีผลรับรองแน่ชัดว่า การออกกำลังกายจะสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในโรคเบาหวานประเภทที่ 1 ได้ แต่การออกกำลังกายก็จะช่วยให้ประสิทธิภาพและระบบการทำงานต่างๆ ในร่างกายดีขึ้น รวมถึงยังสามารถช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคหัวใจ ได้ด้วย เพียงแต่มีข้อพึงระวังคือ
      -  ก่อนออกกำลังกาย ไม่ควรฉีดอินซูลินเข้าสู่กล้ามเนื้อที่จะใช้ในการออกกำลังกาย และควรออกกำลังกายหลังจากฉีดอินซูลินไปแล้วประมาณ 90 – 120 นาที
      -  ควรออกกำลังกายหลังมื้ออาหารหรือของว่างภายใน 1 ชั่วโมง โดยออกกำลังในรูปแบบเดิมทุกวัน

       ข้อควรระวังสำหรับเบาหวานประเภทที่ 2  
       การออกกำลังกาย มีความสำคัญต่อการรักษาโรคเบาหวานประเภทที่ 2 คือ  ทั้งช่วยลดระดับของน้ำตาล คอเลสเตอรอล และน้ำหนักตัว แต่ก็ยังมีข้อที่ควรระวังดังนี้
        - ควรตรวจเช็กปริมาณของน้ำตาลในเลือดบ่อย ๆ และคอยปรึกษาแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
        - ควรพกน้ำผลไม้หรือลูกอมติดตัวอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะ“Hypoglycemia” หรือน้ำตาลในเลือดต่ำ ที่มักจะเกิดขึ้นในขณะออกกำลังกาย โดยมีอาการที่บ่งบอกคือ หน้ามืด เวียนศีรษะ เหงื่อออกมาก ตัวสั่น คล้ายจะเป็นลม
        - ไม่ควรฉีดอินซูลินในกล้ามเนื้อที่จะใช้ออกกำลังกาย เพราะจะถูกดูดซึมได้เร็วและทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในร่างกายต่ำ
        - ควรออกกำลังกายในช่วงเวลาเดียวกันทุกครั้ง เพื่อง่ายต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย
        - หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในช่วงที่อินซูลินทำงานอย่างเต็มที่
        - ควรรับประทานขนมหรือของว่างก่อนและระหว่างการออกกำลังกาย 
        - ระวังการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นที่เท้า เพราะจะเกิดการติดเชื้อได้ง่าย 
        - ควรหยุด หรืองดการออกกำลังกาย ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดก่อนออกกำลังกายต่ำกว่า 100 mg/dL ยกเว้นถ้ามีการบริโภคคาร์โบไฮเดรตเพิ่มเติม ขณะเดียวกันถ้ามีระดับน้ำตาลในเลือดเกินกว่า 250 mg/dL หรือมีปริมาณของคีโตนที่พบในปัสสาวะมากกว่า 240 mg/dL ก็ให้หยุดหรืองดการออกกำลังกายเช่นเดียวกัน

พูดง่าย ๆ ก็คือจะออกกำลังกายได้ก็ต่อเมื่อมีการควบคุมปริมาณของน้ำตาลในเลือดให้ได้เสียก่อน เพื่อความปลอดภัยนั่นเอง

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก Health Today

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com